เครื่องชาร์จในตลาดมีตั้งแต่หลักพันถึงหลักแสน ความต่างไม่ได้อยู่ที่ชาร์จได้กับไม่ได้ แต่อยู่ที่ความปลอดภัย ความทนทาน และความสะดวกระยะยาว นี่คือ 7 เกณฑ์ที่ทีมวิศวกร GED ใช้แนะนำลูกค้าจริง
1. กำลังชาร์จต้องเข้ากับรถ ไม่ใช่ยิ่งแรงยิ่งดี
ตัวจำกัดความเร็วชาร์จ AC คือ On-board Charger ในรถ รถส่วนใหญ่รับ AC ได้ 7–11kW ถ้ารถรับได้ 7kW การซื้อเครื่อง 22kW จะไม่ทำให้ชาร์จเร็วขึ้นเลย แถมต้องลงทุนไฟ 3 เฟสเพิ่ม เช็กสเปครถก่อนเป็นอันดับแรกเสมอ
2. ระบบตัดไฟรั่ว DC ในตัว
มองหาเครื่องที่มี RCD Type B หรือระบบตรวจจับไฟรั่ว DC 6mA ในตัว นอกจากปลอดภัยตามมาตรฐานสากลแล้ว ยังประหยัดค่าอุปกรณ์เสริมหน้าตู้ไฟได้อีกด้วย
3. มาตรฐานและการกันน้ำกันฝุ่น
เครื่องที่ดีควรผ่าน IEC 61851 มี CE และระดับกันน้ำกันฝุ่นอย่างน้อย IP54 สำหรับติดในร่ม หรือ IP65 ถ้าติดกลางแจ้งโดนแดดฝนตรงๆ พร้อมวัสดุทนความร้อนและ UV เพราะเมืองไทยโหดกับอุปกรณ์กลางแจ้งมาก
4. การตั้งค่ากระแสและตั้งเวลา
ฟีเจอร์ที่ได้ใช้จริงทุกวันคือการปรับกระแสชาร์จ (เช่น 6–32A) เพื่อให้เข้ากับขนาดมิเตอร์บ้าน และการตั้งเวลาชาร์จอัตโนมัติเพื่อใช้อัตรา TOU กลางคืน ควบคุมผ่านแอปหรือหน้าจอเครื่องก็ได้ แต่ต้องใช้ง่ายจริง
5. การเชื่อมต่อและการยืนยันตัวตน
WiFi/Bluetooth สำหรับดูสถิติและสั่งงานผ่านแอป, RFID สำหรับกันคนอื่นแอบใช้ (สำคัญมากถ้าที่จอดอยู่นอกรั้ว) และถ้าเป็นงานเชิงพาณิชย์ควรรองรับ OCPP เพื่อต่อกับระบบเก็บเงินได้ในอนาคต
6. ระบบจัดการโหลด (Load Management)
บ้านมิเตอร์เล็กหรือมีเครื่องชาร์จหลายตัว ควรเลือกรุ่นที่ทำ Dynamic Load Management ได้ ระบบจะวัดโหลดรวมแล้วปรับกระแสชาร์จอัตโนมัติไม่ให้ไฟบ้านตัด เป็นฟีเจอร์ที่คุ้มค่ากว่าการเพิ่มมิเตอร์ในหลายกรณี
7. การรับประกันและตัวตนของผู้ขาย
เกณฑ์ที่คนมองข้ามบ่อยที่สุด — เครื่องชาร์จต้องอยู่กับบ้านคุณ 5–10 ปี ถามให้ชัดว่ารับประกันกี่ปี เคลมกับใคร มีทีมช่างในไทยไหม อะไหล่มีสต็อกหรือเปล่า ของถูกจากแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ไม่มีศูนย์ในไทย เวลาเสียมักจบที่ต้องซื้อใหม่ทั้งเครื่อง GED เลือกจำหน่ายเฉพาะรุ่นที่เรามีอะไหล่และทีมบริการรองรับเองทั้งหมด
