เครื่องชาร์จ EV คือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินกระแสสูงต่อเนื่องหลายชั่วโมงทุกคืน งานไฟฟ้าเบื้องหลังจึงสำคัญกว่าตัวเครื่องเสียอีก บทความนี้สรุปสเปคที่ช่างมืออาชีพใช้ เพื่อให้คุณตรวจงานติดตั้งเป็น

1. วงจรแยกเฉพาะ ไม่พ่วงกับอะไรทั้งสิ้น

เครื่องชาร์จต้องมีวงจรของตัวเองจากตู้ไฟหลัก พร้อมเบรกเกอร์ลูกใหม่ขนาดเหมาะสมกับกระแสเครื่อง (เช่นเครื่อง 32A ใช้เบรกเกอร์ 40A) ห้ามต่อพ่วงจากปลั๊กเดิม วงจรแอร์ หรือปลั๊กสนามเด็ดขาด เพราะสายและจุดต่อเดิมไม่ได้ออกแบบมารับโหลดต่อเนื่องระดับนี้ ความร้อนสะสมที่จุดต่อคือสาเหตุไฟไหม้อันดับต้นๆ

2. ขนาดสายไฟตามกระแสและระยะทาง

สำหรับเครื่อง 32A แนวปฏิบัติทั่วไปคือสายทองแดงขนาดอย่างน้อย 6 ตร.มม. และถ้าเดินไกลหรือเดินในท่อร่วมกับสายอื่น อาจต้องขยับเป็น 10 ตร.มม. เพื่อชดเชยแรงดันตกและความร้อน ขนาดสุดท้ายต้องคำนวณตามมาตรฐานการติดตั้งทางไฟฟ้าของ วสท. โดยพิจารณาวิธีเดินสาย อุณหภูมิ และระยะจริงหน้างาน — นี่คือเหตุผลที่งานนี้ควรเป็นหน้าที่ของช่างที่มีใบอนุญาต

3. เครื่องตัดไฟรั่ว (RCD) ที่ถูกชนิด

รถ EV มีวงจรไฟตรง (DC) อยู่ภายใน การรั่วของไฟจึงอาจเป็นแบบ DC ที่เครื่องตัดไฟรั่วบ้านทั่วไป (Type AC) ตรวจไม่เจอ มาตรฐานสากลจึงกำหนดให้วงจรชาร์จ EV ต้องมีการป้องกันไฟรั่ว DC ด้วย — ทำได้สองทาง คือใช้ RCD Type B ที่ตู้ไฟ หรือใช้เครื่องชาร์จที่มีระบบตรวจจับไฟรั่ว DC ในตัว เช่นรุ่น Faladay Enlarge ที่ GED จำหน่าย มี RCD Type B (AC 30mA + DC 6mA) มาให้ในเครื่องแล้ว ช่วยลดต้นทุนอุปกรณ์หน้าตู้ได้

4. สายดินต้องมีจริงและวัดค่าได้

ระบบสายดินที่สมบูรณ์คือด่านสุดท้ายที่ปกป้องชีวิต เครื่องชาร์จรุ่นมาตรฐานจะตรวจสายดินก่อนเริ่มจ่ายไฟทุกครั้ง ถ้าบ้านเก่าไม่มีสายดินหรือค่าความต้านทานดินสูงเกิน ต้องแก้ก่อนติดตั้ง ช่างมืออาชีพจะวัดค่ากราวด์และทดสอบระบบให้เห็นตัวเลขจริงก่อนส่งมอบงาน

เช็กลิสต์ตรวจรับงาน

ก่อนเซ็นรับงาน ขอดู 5 อย่างนี้: เบรกเกอร์แยกวงจรพร้อมป้ายระบุ, ขนาดสายตรงตามใบเสนอราคา, ผลทดสอบปุ่ม Test ของระบบกันไฟรั่ว, ค่าแรงดันไฟขณะชาร์จจริง และภาพถ่ายจุดต่อในตู้ก่อนปิดฝา ทีม GED ส่งมอบงานพร้อมเอกสารครบทุกรายการเป็นมาตรฐาน