รถ EV เกือบทุกคันแถมสายชาร์จพกพาที่เสียบปลั๊กบ้านได้มาให้ในรถ คำถามคือ ใช้แทนเครื่องชาร์จติดผนังไปเลยได้ไหม คำตอบสั้น: ใช้ชั่วคราวได้ ใช้ประจำไม่ควร และนี่คือเหตุผลแบบละเอียด

ความเร็ว: ต่างกัน 3 เท่า

สายพกพา (Mode 2) ผ่านปลั๊กบ้านทั่วไปจ่ายไฟได้ราว 2–3kW เท่านั้น แบตเตอรี่ 60 kWh ต้องใช้เวลาราว 20–30 ชั่วโมงจึงเต็ม ขณะที่ Wallbox 7.4kW (Mode 3) ใช้ราว 8–9 ชั่วโมง จอดค้างคืนตื่นมาเต็มพอดี ความต่างนี้เปลี่ยนวิถีการใช้รถอย่างสิ้นเชิง

ความปลอดภัย: จุดที่คนมองข้าม

อันตรายของ Mode 2 ไม่ได้อยู่ที่ตัวสาย แต่อยู่ที่ "ปลั๊กและสายไฟบ้าน" — เต้ารับบ้านทั่วไปออกแบบมารับโหลดชั่วครู่ ไม่ใช่ 10–16A ต่อเนื่อง 20 ชั่วโมง จุดสัมผัสที่หลวมหรือสายในผนังขนาดเล็กจะสะสมความร้อนจนละลายหรือไหม้ได้ กรณีไฟไหม้จากการชาร์จ EV ที่เป็นข่าวส่วนใหญ่มาจากการเสียบปลั๊กพ่วงหรือเต้ารับเก่าแบบนี้ ส่วน Mode 3 มีวงจรแยก เบรกเกอร์เฉพาะ ระบบตัดไฟรั่ว และการสื่อสารกับรถตลอดเวลา ปลอดภัยกว่าหลายชั้น

เมื่อไหร่ใช้สายพกพาได้

สายพกพามีที่ทางของมัน — พกไว้ท้ายรถสำหรับเหตุฉุกเฉิน ไปต่างจังหวัดค้างบ้านญาติ หรือช่วงรอติดตั้ง Wallbox โดยมีเงื่อนไข: เสียบกับเต้ารับเดี่ยวสภาพดีที่มีสายดิน ห้ามใช้ปลั๊กพ่วงเด็ดขาด ตั้งกระแสต่ำสุดที่พอใช้ และหมั่นจับดูว่าปลั๊กร้อนผิดปกติไหมในชั่วโมงแรก

ต้นทุนระยะยาว

Wallbox มีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นสูงกว่าก็จริง แต่เมื่อรวมความเร็วที่ได้คืน ความปลอดภัย การตั้งเวลาชาร์จช่วง TOU กลางคืน (ที่ประหยัดค่าไฟทุกเดือน) และอายุการใช้งานหลายปี การติด Wallbox คือการลงทุนที่คืนตัวเองเร็วกว่าที่คิด สำหรับคนใช้รถ EV เป็นรถหลัก แทบไม่มีเหตุผลที่จะไม่ติด