บ้านที่มีไฟ 3 เฟสมักทำให้เจ้าของรถ EV คิดว่า “งั้นเลือกเครื่องชาร์จกำลังสูงไปเลยน่าจะคุ้ม” แต่หน้างานจริงไม่ได้ตัดสินด้วยจำนวนเฟสอย่างเดียว ต้องดูว่ารถรับไฟ AC ได้เท่าไร โหลดไฟรวมในบ้านเป็นอย่างไร และจอดชาร์จนานพอหรือไม่
พูดกันตรง ๆ ไฟ 3 เฟสคือโอกาสในการออกแบบระบบให้ยืดหยุ่นขึ้น ไม่ใช่ใบอนุญาตให้ใส่อุปกรณ์ใหญ่ที่สุดโดยไม่ตรวจอะไรเลย หากเลือกเกินความจำเป็น ค่าเครื่อง ค่าอุปกรณ์ป้องกัน และงานเดินสายอาจสูงขึ้นโดยไม่ได้ใช้งานเต็มจริง
เริ่มจากรถก่อน ไม่ใช่เริ่มจากเครื่องชาร์จ
รถแต่ละรุ่นรับไฟ AC ได้ไม่เท่ากัน บางรุ่นเหมาะกับ 7 kW บางรุ่นรองรับ 11 kW หรือมากกว่านั้น ถ้ารถรับได้จำกัด เครื่องชาร์จกำลังสูงก็จะลดกำลังลงตามรถอยู่ดี การดูคู่มือรถหรือให้ทีมช่างช่วยเช็กข้อมูลรุ่นจึงเป็นขั้นตอนแรกที่ควรทำ
ดูโหลดไฟบ้านในช่วงที่ใช้จริง
บ้านไฟ 3 เฟสจำนวนมากมีแอร์หลายตัว ปั๊มน้ำ เตาไฟฟ้า เครื่องทำน้ำอุ่น หรืออุปกรณ์สำนักงานในบ้าน ถ้าเริ่มชาร์จรถช่วงเย็นพร้อมกับโหลดอื่น ๆ อาจเกิดไฟตกหรือเบรกเกอร์ตัดได้ การประเมินควรดูพฤติกรรมทั้งบ้าน ไม่ใช่ดูเฉพาะตู้ชาร์จ
7 kW, 11 kW หรือ 22 kW ควรเลือกแบบไหน
ถ้าจอดชาร์จข้ามคืนเป็นหลัก 7 kW ยังเพียงพอสำหรับเจ้าของบ้านจำนวนมาก ส่วน 11 kW เหมาะกับบ้านที่มีไฟ 3 เฟสพร้อม รถรองรับ และต้องการเติมไฟเร็วขึ้นระดับหนึ่ง สำหรับ 22 kW ควรใช้เมื่อมีเหตุผลชัดเจน เช่น รถรองรับจริง ใช้งานหนัก หรือมีรถหลายคันที่ต้องหมุนรอบชาร์จ
เช็กลิสต์ก่อนขยับเป็นเครื่องกำลังสูง
• ยืนยันกำลังชาร์จ AC สูงสุดของรถจากคู่มือหรือข้อมูลผู้ผลิต
• ตรวจเมนเบรกเกอร์ ขนาดสายเมน และโหลดไฟรวมของบ้าน
• วัดระยะเดินสายจากตู้เมนถึงจุดติดตั้งจริง
• กำหนดเวลาชาร์จที่เหมาะกับชีวิตในบ้าน เช่น กลางคืนหรือช่วงโหลดต่ำ
ข้อสรุปจากหน้างาน
ถ้าเป็นผมจะไม่เริ่มจากคำว่า “เอากี่ kW ดี” แต่จะเริ่มจากรถหนึ่งคัน บ้านหนึ่งหลัง และเวลาจอดจริง ๆ ของครอบครัวนั้นก่อน เมื่อข้อมูลครบแล้ว การเลือกกำลังชาร์จจะตรงกว่า ประหยัดกว่า และปลอดภัยกว่าในระยะยาว
