คำถามที่เจอบ่อยเวลาคุยกับเจ้าของรถไฟฟ้ามือใหม่คือ ทำไมชาร์จที่ห้างครึ่งชั่วโมงได้เยอะกว่าชาร์จที่บ้านทั้งคืน คำตอบอยู่ที่ความต่างระหว่างการชาร์จแบบ AC กับ DC ซึ่งไม่ได้ต่างกันแค่ความเร็ว แต่ต่างกันตั้งแต่เส้นทางที่ไฟวิ่งเข้าแบตเลย

ไฟเดินทางคนละเส้นทาง

แบตเตอรี่รถเก็บไฟเป็นกระแสตรงเสมอ คำถามคือใครเป็นคนแปลงไฟจากกระแสสลับที่มาจากระบบจำหน่าย เมื่อชาร์จแบบ AC เครื่องชาร์จส่งไฟกระแสสลับเข้าไปแล้วให้เครื่องแปลงไฟที่อยู่ในรถทำหน้าที่แปลง ความเร็วจึงถูกจำกัดด้วยขนาดเครื่องแปลงไฟในรถ ไม่ใช่ที่ตัวเครื่องชาร์จ

ส่วน DC ย้ายงานแปลงไฟทั้งหมดไปไว้ที่ตู้ชาร์จ ตู้จึงจ่ายไฟกระแสตรงเข้าแบตได้โดยตรง ข้ามข้อจำกัดของอุปกรณ์ในรถไปเลย นี่คือเหตุผลว่าทำไมตู้ DC ถึงใหญ่ หนัก และแพงกว่ามาก เพราะอุปกรณ์แปลงไฟกำลังสูงอยู่ในตู้นั้นทั้งหมด

เทียบกันให้เห็นภาพ

ทำไมรถบางคันชาร์จ AC ได้ไม่เร็วเท่าเครื่อง

นี่คือจุดที่ทำให้หลายคนเสียเงินเปล่า ถ้ารถรับ AC ได้สูงสุด 7 kW ต่อให้ติดเครื่อง 22 kW ที่บ้าน รถก็ยังดึงไฟได้แค่ 7 kW อยู่ดี เครื่องไม่ได้บังคับรถ แต่รถเป็นคนกำหนดว่าจะรับเท่าไร ก่อนจ่ายเงินเพิ่มเพื่อกำลังไฟ ให้เปิดคู่มือรถดูก่อนว่าเครื่องแปลงไฟในรถรับได้เท่าไรจริง ๆ

ในทางกลับกัน ฝั่ง DC ก็มีเพดานของรถเหมือนกัน รถที่รับ DC ได้สูงสุด 80 kW ต่อให้เสียบตู้ 250 kW ก็ไม่ได้เร็วขึ้นตามป้าย แถมกราฟการชาร์จจะค่อย ๆ ลดลงเมื่อแบตใกล้เต็ม ซึ่งเป็นเรื่องปกติของการป้องกันแบต ไม่ใช่ตู้เสีย

ผลต่ออายุแบตเตอรี่

การชาร์จ DC บ่อย ๆ สร้างความร้อนในแบตมากกว่า AC อย่างชัดเจน ระบบระบายความร้อนของรถสมัยใหม่จัดการได้ดีขึ้นมาก แต่ถ้าเลือกได้ การชาร์จ AC ที่บ้านหรือที่ทำงานเป็นหลัก แล้วใช้ DC เฉพาะตอนเดินทางไกล คือรูปแบบที่ถนอมแบตที่สุดและประหยัดที่สุดด้วย

แนวปฏิบัติที่ใช้ได้จริง

แล้วธุรกิจควรเลือกแบบไหน

ให้ดูว่ารถลูกค้าจอดนานแค่ไหน โรงแรม คอนโด ออฟฟิศ หรือร้านอาหารที่ลูกค้าอยู่เป็นชั่วโมง AC คือคำตอบที่คุ้มกว่ามาก ลงทุนต่ำ ติดได้หลายหัวในงบเดียวกับตู้ DC หนึ่งตู้ และไม่ต้องแบกค่าไฟส่วนความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดที่พุ่งขึ้นจากการจ่ายไฟกำลังสูงพร้อมกัน

กลับกัน ปั๊มน้ำมัน จุดพักริมทางหลวง หรือศูนย์กระจายสินค้าที่รถต้องหมุนรอบเร็ว DC คือสิ่งที่จำเป็นจริง ๆ เพราะการให้รถจอดสามชั่วโมงคือการเสียโอกาสทางธุรกิจ ในเคสนี้ต้นทุนที่สูงกว่าจึงมีเหตุผลรองรับ

จุดที่มักคิดไม่ถึงเรื่องค่าไฟธุรกิจ

สำหรับผู้ประกอบการ ค่าไฟไม่ได้คิดจากหน่วยที่ใช้อย่างเดียว แต่มีส่วนที่คิดจากความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดในรอบเดือนด้วย ตู้ DC ที่จ่ายไฟกำลังสูงเพียงไม่กี่นาทีสามารถดันตัวเลขนี้ขึ้นไปและส่งผลกับบิลทั้งเดือน การวางแผนจำนวนหัวชาร์จและระบบจำกัดกำลังรวมจึงสำคัญไม่แพ้การเลือกรุ่นตู้

สรุป

AC คือการชาร์จที่อยู่กับชีวิตประจำวัน ถูก เงียบ และดีต่อแบต ส่วน DC คือเครื่องมือแก้ปัญหาเรื่องเวลาเมื่อจำเป็น ถ้าวางแผนดี บ้านหรือธุรกิจส่วนใหญ่จะใช้ AC เป็นฐานหลักและพึ่ง DC เป็นครั้งคราวเท่านั้น ซึ่งเป็นรูปแบบที่คุ้มที่สุดทั้งเรื่องเงินและอายุการใช้งาน