คำถามยอดฮิตอันดับหนึ่งของคนเพิ่งออกรถ EV คือ "ติดเครื่องชาร์จที่บ้านต้องเตรียมเงินเท่าไหร่" คำตอบสั้นๆ คือขึ้นอยู่กับ 3 ส่วน — ตัวเครื่อง งานติดตั้ง และความพร้อมของระบบไฟบ้านคุณ บทความนี้จะแจกแจงให้เห็นครบทุกก้อน เพื่อให้อ่านใบเสนอราคาเป็นและไม่โดนบวกเกินจริง
ก้อนที่ 1 — ตัวเครื่องชาร์จ (Wallbox)
เครื่องชาร์จ AC สำหรับบ้านขนาด 7.4kW (เฟสเดียว) เป็นขนาดที่นิยมที่สุด ราคาตัวเครื่องมีตั้งแต่หลักหมื่นต้นๆ ไปจนถึงหลายหมื่นบาทตามแบรนด์และฟีเจอร์ ส่วนรุ่น 11–22kW ต้องใช้ไฟ 3 เฟสและราคาสูงขึ้น สิ่งที่ควรดูมากกว่าราคาคือระบบความปลอดภัยในตัว (เช่น RCD Type B), มาตรฐาน IEC 61851, การรับประกัน และศูนย์บริการในไทย
ก้อนที่ 2 — งานติดตั้งและอุปกรณ์ไฟฟ้า
ค่างานติดตั้งมาตรฐานประกอบด้วย สายไฟขนาดเหมาะสม (ปกติ 6 ตร.มม. ขึ้นไปสำหรับ 32A), เบรกเกอร์ลูกใหม่แยกวงจรเฉพาะ, อุปกรณ์กันไฟรั่ว, งานเดินสายจากตู้ไฟถึงจุดจอดรถ และการทดสอบระบบ ตัวแปรสำคัญที่สุดคือ "ระยะสาย" — ยิ่งตู้เมนอยู่ไกลจากที่จอดรถ ค่าสายและค่าแรงยิ่งเพิ่ม รวมถึงงานพิเศษอย่างเจาะผนัง ฝังท่อ หรือเดินสายใต้ดิน
ก้อนที่ 3 — งานฝั่งการไฟฟ้า (ถ้าจำเป็น)
ถ้ามิเตอร์บ้านเล็ก (เช่น 15(45) เฟสเดียว) และโหลดในบ้านเยอะอยู่แล้ว อาจต้องขอเพิ่มขนาดมิเตอร์เป็น 30(100) หรือขอมิเตอร์ TOU แยกสำหรับชาร์จรถ ค่าธรรมเนียมส่วนนี้จ่ายให้การไฟฟ้าโดยตรงตามอัตราจริง ซึ่งทีมติดตั้งที่ดีจะช่วยประเมินและเดินเรื่องให้
สรุปงบโดยประมาณ
งานติดตั้งบ้านทั่วไปที่ระยะสายไม่ไกลและไฟบ้านพร้อม งบรวมทั้งเครื่องและติดตั้งมักอยู่ราวหลักหมื่นกลางๆ ถึงปลายๆ แต่ถ้าต้องเพิ่มมิเตอร์ เดินสายไกล หรือใช้เครื่อง 3 เฟส งบจะขยับขึ้นตามหน้างานจริง ตัวเลขที่แม่นยำที่สุดได้จากการสำรวจหน้างาน ซึ่ง GED ให้บริการประเมินฟรีโดยวิศวกร
เช็กลิสต์ก่อนขอใบเสนอราคา
เตรียมข้อมูล 5 อย่างนี้แล้วใบเสนอราคาจะแม่นตั้งแต่รอบแรก: (1) รุ่นรถและกำลังชาร์จ AC สูงสุดที่รถรับได้ (2) ขนาดมิเตอร์ปัจจุบัน — ดูได้จากบิลค่าไฟ (3) ระยะจากตู้ไฟถึงจุดจอดโดยประมาณ (4) รูปถ่ายตู้ไฟบ้าน (5) จุดที่อยากติดเครื่อง ในการสำรวจจริงวิศวกรจะวัดโหลดรวมและตรวจสายดินให้อีกครั้งเพื่อความปลอดภัยสูงสุด
